DATE : 8 ตุลาคม 2569
เรื่อง: อภิญญา วรชาญ บรรณาธิการ: สุมาลี โตกทอง
วลีกีดกันที่กำลังสร้างและผลิตซ้ำอคติต่อคนข้ามเพศในสังคมไทย สะท้อนถึงการขาดความเข้าใจในความต้องการเฉพาะด้านสุขภาวะที่แตกต่างกันไปในคนแต่ละกลุ่มอย่างสิ้นเชิง วลีดังกล่าวยังตอกย้ำชุดความคิดดั้งเดิมที่มองว่าเรือนร่างและวิถีชีวิตของคนตามบรรทัดฐานเพศสภาพกระแสหลัก (conformity) หรือ “คนปกติ” มีความสำคัญชอบธรรมมากกว่า ส่งผลให้การบรรจุชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนในระบบหลักประกันสุขภาพถูกประทับตราหน้าว่าเป็น “อภิสิทธิ์” และเป็น “ความสิ้นเปลืองงบประมาณ”
แนวคิดเช่นนี้สะท้อนความคุ้นชินกับการแบ่งเพศแบบทวิลักษณ์ (gender binary) ที่จำกัดการมองโลกไว้เพียงสองขั้ว—ชายจริงหญิงแท้คือคนปกติ และเพศอื่นนอกเหนือจากนี้คือผู้ผิดปกติ กรอบคิดดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ทัศนคติส่วนบุคคล แต่กำลังถูกนำมาผลิตซ้และพยายามส่งผ่านสู่ระบบสุขภาพและนโยบายรัฐ เพื่อกำหนดว่าสุขภาวะแบบใดจำเป็นและควรได้รับการรับรอง ในขณะที่ความต้องการของคนนอกกรอบเพศชาย–หญิง ถูกจัดวางให้อยู่ในสถานะที่ต้องคอยพิสูจน์และต่อรองสิทธิอยู่เสมอ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นการประกอบสร้างทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมอย่างซับซ้อน (สมชาย ศรีรักษ์, 2568)
ดังที่ ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ สะท้อนไว้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ว่า
“พี่น้องที่เป็นคนข้ามเพศมาพร้อมคำถามหนึ่งว่า อยากจะใช้ฮอร์โมนต้องใช้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมาพี่น้องคนข้ามเพศต้องใช้กันเอง ไม่มีชุดข้อมูล ไม่รู้จะไปใช้บริการที่ไหน ทำให้เราต้องมาใช้กันเอง ซึ่งจากการทำงานเรารวบรวมข้อมูลเหล่านี้จนตกผลึกในฐานะเครือข่ายคนทำงานว่า เราจำเป็นจะต้องมีชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมน”
- ณชเล บุญญาภิสมภาร -
เสียงสะท้อนนี้ยืนยันว่า ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศไม่ใช่เรื่องความสวยงามหรือความฟุ่มเฟือย แต่เป็นความจำเป็นทางการแพทย์เพื่อยุติภาวะการใช้ยาอย่างไม่ปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น ตามหลักการแพทย์สากล การรักษาพยาบาลไม่ได้จำกัดเป้าหมายไว้เพียงแค่การรักษาโรคทางกายให้พ้นความตายเท่านั้น แต่ครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (มาตรา 47 และมาตรา 55) ที่มุ่งคุ้มครองให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการส่งเสริมสุขภาพอย่างเสมอภาคและทั่วถึง
ภาพลวงตาเรื่อง “งบประมาณไม่พอ” และการเมืองของการเลือกปฏิบัติ
อย่างไรก็ดี ข้อถกเถียงเรื่องงบประมาณจำกัดมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเกราะกำบังอคติอยู่เสมอ ดังเช่นการตั้งคำถามในเวทีวุฒิสภาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่พุ่งเป้าไปยังความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณให้กับชุดสิทธิฮอร์โมน ซึ่ง ณชเล ชี้ให้เห็นว่า การถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นโดยขาดการรับฟังข้อมูลและไร้ตัวแทนของกลุ่มคนข้ามเพศในฐานะ “เจ้าของประสบการณ์ตรง”
ที่น่าจับตาคือ การตั้งคำถามต่อฮอร์โมนคนข้ามเพศไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยนำอคติทางเพศมาเป็นข้ออ้างให้สังคมเข้าใจผิดว่า ทรัพยากรด้านสุขภาพมีจำกัดจนต้องแย่งกัน ต้องเลือกระหว่าง “การช่วยชีวิตคนทั่วไป” กับ “สุขภาวะของคนข้ามเพศ” ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาความตึงเครียดด้านงบประมาณของระบบสุขภาพไทย มีต้นตอมาจากปัญหาการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะสิทธิการเข้าถึงฮอร์โมนของคนข้ามเพศ
หากพิจารณาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เดิม แม้จะเป็นระบบสวัสดิการที่ได้รับการยกย่องในระดับสากล แต่กลไกการบริหารจัดการทรัพยากรภายในยังคงเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน
ระบบบัตรทองประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ผู้รับบริการ (ประชาชน), ผู้ให้บริการ (โรงพยาบาล), และผู้ซื้อบริการ (สปสช.) โดยจัดสรรงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัว แต่ด้วยงบประมาณรวมที่เป็นระบบ “ปลายปิด” (Global Budget) ร่วมกับการคิดค่ารักษาผู้ป่วยในด้วยระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) และค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) เมื่อปริมาณการให้บริการและระดับความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น “ตัวหาร” ในระบบจึงใหญ่ขึ้น ส่งผลให้อัตราจ่ายชดเชยต่อหน่วยลดต่ำลง สวนทางกับต้นทุนที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ โรงพยาบาลหลายแห่งจึงตกอยู่ในภาวะขาดทุนเรื้อรัง
การแก้ไขที่ผ่านมาของ สปสช. เช่น การเร่งจัดสรรเงินตกค้างหรือการปรับเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัวรายปี เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาที่ปลายเหตุ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็น ทว่า ทิศทางของการปฏิรูปที่กำลังเกิดขึ้นผ่านความพยายามแก้กฎหมาย กลับไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม
ข้อสังเกตต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.
ความพยายามแก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในระลอกนี้ ยังไม่ใช่ข้อเสนอที่มาจากกลไกรัฐหรือฝ่ายบริหารโดยตรง หากมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ให้บริการระดับสูงและกลุ่มอำนาจเดิม การขับเคลื่อนแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จึงสะท้อนการปะทะกันของดุลอำนาจ โดยกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตต่อสาระสำคัญของร่างฯ ดังกล่าวไว้หลายประการ
มีการเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยเพิ่มสัดส่วนของผู้แทนจากเขตสุขภาพและผู้ให้บริการ พร้อมกับเพิ่มอำนาจการกำกับดูแลแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วน อำนาจการต่อรอง และกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ
ร่างแก้ไขมีแนวโน้มที่จะรื้อโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณ และเปิดช่องให้นิยาม “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ใหม่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้บริการที่อยู่นอกสิทธิพื้นฐานกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้อง “ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ” หรือผลักภาระไปพึ่งพาระบบประกันสุขภาพของเอกชน
หากกลไกการตัดสินใจถูกดึงกลับไปอยู่ในมือของชนชั้นนำทางการเมือง และผู้ให้บริการโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน กลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะอย่างคนข้ามเพศ หรือกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก จะกลายเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกตัดทิ้งออกจากระบบ โดยอาศัยข้ออ้างเรื่องงบประมาณและอคติทางศีลธรรมมากีดกัน
จุดยืนภาคประชาชน: สุขภาพคือสิทธิ ไม่ใช่ความเมตตา
ด้วยเหตุดังกล่าว ในเวทีเสวนา *“ทำไมประชาชนจึงคัดค้านการแก้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ”* เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพร่วมกับตัวแทนภาคประชาชนหลายภาคส่วน จึงได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ เนื่องจากเห็นว่ากำลังสร้างกลไกที่ทำลายหัวใจสำคัญของระบบบัตรทอง โดยร่วมกันยืนยัน 4 หลักการสำคัญ :
คงหลักการระบบหลักประกันสุขภาพเดิมไว้ และพัฒนาต่อยอดสู่การรักษาได้ทุกที่ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
มองสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ต้องไม่นำความแตกต่างทางเพศ สถานะ หรืออัตลักษณ์ใด ๆ มากีดกันการเข้าถึงบริการ
มุ่งยกระดับระบบบริการสุขภาพให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนต่าง ๆ ให้เกิดความเสมอภาค
ยึดมั่นในหลักการ “ไม่ร่วมจ่าย” เพื่อไม่สร้างภาระทางการเงินซ้ำเติมประชาชนในยามเจ็บป่วย
วาทกรรมกีดกันคนข้ามเพศอย่าง “ไม่ให้ฟรี ก็ไม่ตาย” จึงไม่ใช่เพียงอคติทางเพศในระดับปัจเจก แต่คือภาพสะท้อนของอคติเชิงโครงสร้าง ที่กำลังสอดรับกับความพยายามปฏิรูประบบสุขภาพของกลุ่มอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ว. ที่มุ่งลดทอนสิทธิของประชาชนและรวบอำนาจการตัดสินใจ
ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่งบประมาณไม่เพียงพอหรือฮอร์โมนไม่มีความจำเป็น แต่คือระบบการเมืองและนโยบายสุขภาพที่ยังมองคนไม่เท่ากัน การสร้างหลักประกันสุขภาพที่มั่นคงและยั่งยืนจะต้องยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนที่โอบรับความแตกต่างหลากหลาย และต้องไม่กีดกัน “เจ้าของประสบการณ์จริง” ออกจากพื้นที่กำหนดนโยบายสาธารณะ เพราะสิทธิและความเป็นธรรมทางสุขภาพของคนข้ามเพศ เป็นหมุดหมายและหลักประกันแห่งสิทธิของประชาชนทุกคนในสังคมเช่นกัน
เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรม (References)
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ. (2569, 10 กันยายน). *แก้กฎหมายบัตรทอง เปลี่ยนอะไร ใครได้รับผลกระทบ?* [โพสต์ Facebook]. Facebook. [https://www.facebook.com/share/p/19BmZS4ZJm/](https://www.google.com/search?q=https://www.facebook.com/share/p/19BmZS4ZJm/)
ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์. (2569, 12 สิงหาคม). *โรงพยาบาลขาดทุน ใครกันแน่ที่อุ้มใคร: เศรษฐศาสตร์การเมืองของเงินในระบบสุขภาพไทย*. The 101 World. [https://www.the101.world/who-bears-thai-hospital-deficit/](https://www.the101.world/who-bears-thai-hospital-deficit/)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). *ราชกิจจานุเบกษา*. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก. หน้า 1–90.
สมชาย ศรีรักษ์. (2568). การศึกษาพัฒนาการและการผลิตซ้ำของ “ความเกลียดชัง” ในสังคมไทย. *วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี*, 8(2), A31–A45. [https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/278368/185821](https://so02.tci-thaijo.org/index.php/human_dru/article/view/278368/185821)
The Active. (2569, 7 มิถุนายน). *สว.ตั้งคำถามบัตรทองเพิ่มสิทธิ “ฮอร์โมนข้ามเพศ” ชี้ระบบสุขภาพยังขาดงบประมาณ*. Thai PBS. [https://theactive.thaipbs.or.th/news/public-health-20260607](https://theactive.thaipbs.or.th/news/public-health-20260607)